ข้อห้าม

บทที่ 14 รีบทดสอบฉัน!

ปลากำลังแหวกว่านในน้ำ นกกำลัง้องเพลง น้ำค้างยามเช้ากำลังหยดลง ดอกไม้กำลังเบ่งบาน

วันนี้หลี่มู่หยางตื่นแต่เช้า ตื่นอนอตอนหกโมงเช้ายังคงรู้สึกสดชื่น นี่มันแตกต่างจากเมื่อก่อนเวลาเจ็ดแปดโมงเช้าเขาจะถูกน้องสาวลากให้ลุกจากเตียง แม้แต่ข้าวเช้าก็กินไม่ทันต้องเอาขนมปังยัดไว้ในกระเป๋าและวิ่งไปโรงเรียนด้วยสมองที่ยังเบลอๆ

หลังจากตรวจร่างกายเป็นครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งแล้ว หมอก็เอาผ้าก๊อซที่พันหัวของเขาออก

หลี่มู่หยางพยายามลูบผมที่ยุ่งเหยิงเหมือนรังนกบนหัว มองหน้าหมอที่กำลังตั้งใจดูแผลบนหัวให้เขาและถามว่า "คุณหมอเฉินครับ บาดแผลของผมไม่มีปัญหาแล้วใช่มั้ยครับ?"

"ไม่มีปัญหาแล้ว" หมอเฉินส่ายหน้าและพูดขึ้นมา "ไม่มีปัญหาตั้งนานแล้ว"

"ระยะเวลาไม่กี่วันมานี้ลำบากคุณหมอเฉินหน่อยนะครับ" หลี่มู่หยางพูดด้วยสีหน้าซึ้งใจ ถึงแม้การนอนโรงพยาบาลต้องจ่ายเงิน แต่คุณหมอเฉินดูแลเขาดีมากๆ หลี่มู่หยางเป็นคนจิตใจดี และก็เป็นคนที่ขาดความรัก การมอบให้เพียงเล็กๆน้อยๆของคนอื่นก็สามารถทำให้เขาซาบซึ้งได้

"ไม่ลำบาก" หมอเฉินเอื้อมมือไปเปิดผมของหลี่มู่หยางและถามว่า "ผมจำได้ว่าตอนนั้นหัวของคุณแคกใช่มั้ย?"

"น่าจะใช่ครับ" หลี่มู่หยางพยักหน้า ตอนนั้นผมโดนถาดผลไม้ฟาดหัว แล้วมีเลือดไหลออกมาจากบนหัวด้วย

"รอยแตกหล่ะ?" หมอเฉินถาม

"อะไร?"

"ไม่เห็นรอยแตกแล้ว" หมอเฉินพูดด้วยสีหน้านิ่งๆ

"....หมอเฉิน ไม่เห็นรอยแตก ไม่ได้หมายความว่าหายดีแล้วหรอ?" หลี่มู่หยางกลืนน้ำลายหลายอึก กว่าจะระงับความไม่พอใจในจิตใจของเขาได้ มีหมอแบบนี้ที่ไหนกัน? ทำไมถึงได้สาปแช่งผู้ป่วยไม่ให้หายดี? การที่ไม่เห็นรอยแตกแล้วก็แสดงว่าเขาหายดีแล้วหน่ะสิ หรือว่าคิดว่ารอยแตกมันหนีไปแล้วงั้นหรอ?

"เรื่องหายดีมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จริงแผลบนหัวของคุณไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่คุณหนูชุยเสี่ยวซินขอร้องให้พวกเราตรวจให้ละเอียด ก็เลยต้องทำให้ใช้เวลานาน......แต่ รอยแตกก็ไม่มีทางหายไปมองไม่เห็น ยังไงก็ต้องมีรอยแผลเป็นถึงจะถูก" หมอเฉินพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย " ตอนนี้แม้แต่รอยแผลเป็นซักนิดก็ไม่มี จนทำให้ผมลืมไปแล้วว่ารอยแผลที่แตกมันอยู่ส่วนไหนของหัว.............ระยะเวลาในการฟื้นฟูมันเร็วจนน่าตกใจ"

"ที่แท้เป็นแบบน้ยี่เอง" หลี่มู่หยางฉีกยิ้มและพูดว่า " อาจจะเพราะผมสุขภาพร่างกายแข็งแรง และหมอเฉินก็ให้ผมกินยาดี ก็เลยทำให้ผมฟื้นตัวได้เร็ว"

หมอเฉินทำได้เพียงแต่ยอมรับคำอธิบายนี้ เขาพูดว่า "วันนี้คุณออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ส่วนการจัดการเอกสารในการออกจากโรงพยาบาลต่างๆจะมีคนมาดูแลเอง คุณไม่ต้องจัดการอะไร"

หลี่มู่หยางรู้ว่าชุยเสี่ยวซินออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดก็เพื่อเป็นการขอบคุณที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ เขาไม่จำเป็นต้องทำตัวไร้เหตุผลกับเธอเพราะเรื่องนี้ เขาพูดว่า "งั้นพวกเราค่อยเจอกันใหม่นะครับคุณหมอเฉิน"

หมอเฉินโบกมือและพูดว่า " ไม่ต้องเจอกันแล้วดีกว่า โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่ดีซักเท่าไหร่"

หลังจากที่หมอเฉินออกไปแล้ว หลี่มู่หยางก็ไปอาบน้ำในห้องน้ำ และสวมเสื้อผ้าที่สะอาด

มือข้างของเขายังคงพันผ้าก๊อซอยู่ หมอบอกว่าส่วนนั้นได้รับบาดเจ็บหนัก เป็นบาดแผลทะลุ ไม่สามารถเอาผ้าพันแผลออกได้ แต่ทุกๆเจ็ดวันต้องมาทำแผลหนึ่งครั้ง

หลี่มู่หยางมองตัวเองในกระจก เขารู้สึกไม่คุ้นชิน

เขาในสมัยก่อนดำเหมือนถ่าน มันเหมือนหินสกปรกที่ดำร้อยเปอร์เซ็น

มีหลายๆครั้งในตอนที่หลี่ซือเหนียนไปเดินช็อปปิ๊งกับเขา จู่ๆเธอก็บอกให้เธอยืนนิ่งๆห้ามขยับ หลังจากนั้นเธอก็หยิบลิปสติกออกมาจากกระเป๋าของเธอ............

ตอนนี้หลี่มู่หยางรู้สึกว่าตัวเองขาวขึ้นเล็กน้อย ไม่สิ ผิวสีเหลืองขึ้นเล็กน้อย มันดูเป็นสีบรอนซ์เข้ม ดูเหมือนกับเคยถูกระเบิดภายใต้ดวงอาทิตย์มาก่อน

ผิวของเขาดีมาโดยตลอด เหมือนโลหะที่ถูกพระอาทิตย์ส่องแสง

เขาพอใจกับการเปลี่ยนแปลงของเขามาก ขนาดที่เขาอยากจะกลับไปมาส์กหน้าทุกวัน.........ใครจะไปรู้ว่านานวันเข้า เมลานินสีดำในร่างกายของเขาอาจจะถูกดูดซึมจนหมดไปหล่ะ?

เขามองแขนของตัวเองอีกครั้ง นอกจากสีผิวจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรแตกต่าง

แต่เรื่องที่ไม่ปกติต่างๆตกลงว่าเขาทำออกมาได้อย่างไรกัน?

ไม่ว่าจะต่อยจางเฉินให้ลอยได้ด้วยหมัดเดียว หรือว่าต่อยนักฆ่าคนนั้นให้ลอยเพียงแค่หมัดเดียว ความสามารถแบบนี้เขาไม่เคยมีมาก่อน

และยังมีความคิดแปลกๆในหัวนั่นอีก และังมีข้อมูลคลุมเครือที่ผ่านมาหลายศตวรรษ บวกกับวิธีการแก้โจทย์ที่ทำให้ชุยเสี่ยวซินต้องตกใจ ทั้งหมดมันมาจากไหนกัน?

หลี่มู่หยางสามารถเอานิสัยและศักดิ์ศรีของเขามารับประกันได้ว่า สิ่งที่เขาทำได้สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน

"หรือว่า เราจะเป็นเด็กแซ่มังกรที่ถูกเลือกโดยโชคชะตา?"

เมื่อคิดถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้นี้ หลี่มู่หยางก็รู้สึกตื่นเต้น

เวลาแปดโมงตรง ชุยเสี่ยวซินและหลี่ซือเหนียนก็มาถึงห้องพักผู้ป่วยของหลี่มู่หยาง

หลี่มู่หยางเห็นพวกเธอสองคนเดินจูงมือกันเข้ามา เขาเลยถามด้วยความแปลกใจว่า " ทำไมพวกเธอถึงมาด้วยกันได้หล่ะ?"

"เมื่อคืนพวกเรานัดกันไว้ไง " หลี่ซือเหนียนทำสีหน้าท่าทางเหมือนหลี่มู่หยางโง่มาก "พวหเรานัดกันไว้ว่าวันนี้จะมารับพี่ออกจากโรงพยาบาลด้วยกัน"

หลี่มู่หยางยิ้มเจื่อนและพูดว่า "พี่ก็แค่ถามเพราะว่าแปลกใจเท่านั้นเอง เธอจำเป็นต้องภาคภูมิใจขนาดนั้นมั้ย? พี่เก็บของเสร็จหมดแล้ว ตรงไปโรงเรียนได้เลยใช่มั้ย?"

"แน่นอน" หลี่ซือเหนียนพยักหน้า "ใกล้จะสอบเอ็นทรานซ์แล้ว พี่ไม่ควรขาดเรียนอีกแล้ว เกิดสวรรค์เล่นตลกขึ้นมา ให้พีตอบคำตอบถูกหมดทุกข้อขึ้นมาหล่ะ? พี่ลองคิดดู ขนาดฟ้ายังผ่ามาที่พี่ได้เลย เรื่องนี้ก็ไม่ใช่จะไม่มีทางเป็นไปไม่ได้............"

ชุยเสี่ยวซินมองหลี่ซือเหนียนแปลกๆ สีหน้าท่าทางเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง

หลี่ซือเหนียนคิดว่าชุยเสี่ยวซินจะตำหนิว่าทำไมเธอถึงได้พูดโจมตีความมั่นใจของพี่ชายตัวเอง เธอปล่อยมือของชุยเสี่ยวซินและพูดว่า " พี่เสี่ยวซินไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันกับพี่พูดกันแบบนี้จนชินแล้ว............เขามีความสามารถในหารพูดโจมตีมากเลยนะ พี่จะลองดูมั้ย?"

"....................."

เมื่อเห็นว่าชุยเสี่ยวซินไม่อยากลอง หลี่ซือเหนียนก็หันไปพูดกับหลี่มู่หยางว่า "ไปเถอะ ไปโรงเรียนกัน"

หลังจากนั้นเธอก็จับมือชุยเสี่ยวซินเดินออกไปด้วยความโอ้อวด

หลี่มู่หยางเซ็ง เขาก็เลยต้องแบกกระเป๋านักเรียน เสื้อผ้าที่เปลี่ยนแล้ว และผลไม้ทียังกินไม่หมด และเดินตามหลังพวกเธอสองคนไป

"เห้ ฉันยังเป็นคนป่วยอยู่โอเคมั้ย? หัวของฉันมีบาดแผล มืออีกข้างก็ยังพันผ้าก๊อซอยู่เลย พวกเธอไม่ช่วยฉันแบ่งแบาภาระไปบ้างหรอ?" หลี่มู่หยางตะโกนพูด

หลี่ซือเหนียนหันกลับไป แล้วเธอก็หยิบกล้วยออกมาจากถุงผลไม้ที่หลี่มู่หยางถืออยู่ และพูดว่า " พี่เป็นพี่ชายที่ฉันชอบมากที่สุด แน่นอนว่าฉันต้องช่วยพี่แบางเบาภาระอยู่แล้ว...........เดี๋ยวฉันจะกินกล้วยหนึ่งลูก"

ชุยเสี่ยวซินหยิบแอปเปิ้ลหนึ่งลูกออกมาจากถุงผลไม้ และโบกให้หลี่มู่หยางดูพร้อมพูดว่า "ฉันก็ช่วยแล้วนะ"

"........................"

โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมัธยมฟู่ซิ่ง พวกเขาทั้งสามคนหัวเราะพูดคุยกันไม่นานก็มาถึงแล้ว

ตอนนี้เป็นเวลาที่นักเรียนเข้าโรงเรียนพอดี การที่หลี่มู่หยางพาหลี่ซือเหนียนและชุยเสี่ยวซินซึ่งเป็นผู้หญิงสวยทั้งสองคนปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนในตอนนี้ ทำให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของทุกคนมาก เพราะพวกเขาทั้งสามคนกลายเป็นคนมีชื่อเสียงของโรงเรียน อีกอย่างรูปร่างหน้าตาก็ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ถ้าจะไม่ให้ดึงดูดสายตาคนอื่นๆก็คงไม่ใช่ความจริง

" พระเจ้า เขาคนนั้นไม่ใช่ถ่านดำของโรงเรียนเราหรอ? ผู้หญิงสองคนที่เดินอยู่ข้างเขาคือใคร?"

"หา นางฟ้าของฉัน........ทำไมชุยเสี่ยวซินถึงไปเดินกับคนไร้ประโยชน์แบบนั้นได้?"

"หลี่ซือเหนียนคงไม่ได้มีความรักหรอกนะ? หัวใจของฉันจะแตกสลายแล้ว........"

........................

นักเรียนพวกนั้นต่างก็ชี้มาที่หลี่มู่หยาง หลี่ซือเหนียนและชุยเสี่ยวซินพวกเขาสามคน คนที่รักที่ชอบหลี่ซือเหนียนและชุยเสี่ยวซินต่างก็เสียใจ

"นายโง่หรอ?" มีคนฉลาดช่วยอธิบายให้ฟัง "หลี่ซือเหนียนเป็นน้องสาวของหลี่มู่หยาง เป็นน้องสาวแท้ๆ พวกเขาสองคนจะมีความรักได้อย่างไรกัน?"

"หา? หลี่ซือเหนียนไม่ได้เป็นแฟนของเขา มันดีมากๆเลย..........."

"แน่นอนว่าไม่ใช่ แฟนของหลี่มู่หยางมีแค่ชุยเสี่ยวซินคนเดียว.............นี่เป็นคำพูดที่น้องสาวของหลี่มู่หยางพูดเองกับปาก ได้ยินมาว่าช่วงที่ผ่านมาพวกเขาอยู่ด้วยกันบ่อยๆ ฉันแค่บอกนายให้นายรู้ไว้ แต่นายอย่าไปบอกใครนะ..............."

"...................."

หลี่ซือเหนียนเหลือบมองฝูงชน จู่ๆเธอก็ขาดความมั่นใจและพูดว่า "พี่มู่หยาง พี่เสี่ยวซิน ใกล้จะเข้าเรียนแล้ว ฉันไม่เดินไปส่งพวกพี่ที่ห้องเรียนแล้วนะ............"

เธอโบกมือลาให้พวกเขาสองคน และก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วในฝูงชน

หลี่มู่หยางมองดูแผ่นหลังของเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และพูดว่าชุยเสี่ยวซินว่า "ไม่ต้องสนใจ เธอก็อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้แหละ............."

"ไม่เป็นไร " ชุยเสี่ยวซินพูดยิ้มๆ "ฉันรู้จักนิสัยของเธอ"

"พระเจ้า พวกนายดูสิ นางฟ้ากำลังยิ้ม............"

"หรือว่าที่เขาพูดกันมาจะเป็นความจริง?ชุยเสี่ยวซินกำลังมีความรักกับหลี่มู่หยาง?"

"อาจจะเป็นไปได้ ได้ยินมาว่าตอนที่หลี่มู่หยางถูกคุณครูไล่ออกจากห้อง ชุยเสี่ยวซินยังวิ่งตามออกไปอีกด้วย............"

......................

ตอนที่หลี่มู่หยางและชุยเสี่ยวซินเดินเข้าไปในห้องเรียนด้วยกัน ทำให้ในห้องเรียนเกิดอาการตกใจ

เมื่อเห็นทั้งสองคนที่เดินหัวเราะพูดคุยด้วยกันมา ทุกคนก็มีความรู้สึกประหลาดใจ

จางเฉินกำลังเล่นอยู่กับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งอยู่ จู่ๆในห้องเรียนก็เงียบลง เขาเองก็อดไม่ไหวต้องหันหน้าไปมอง

"หลี่มู่หยาง นายยังกล้ามาอีกหรอ? ฉันคิดว่านายกลัวว่าจะสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็เลยออกจากโรงเรียนล่วงหน้า เพราะยังไงไม่ว่านายจะมาสอบหรือไม่สอบผลมันก็เหมือนกัน"

หลี่มู่หยางเอากระเป๋านักเรียนและถุงผลไม้วางไว้บนโต๊ะ หลังจากนั้นก็เดินไปตรงหน้าของจางเฉิน

"นายต้องการจะทำอะไร?" สายตาของจางเฉินกลัว หลังจากที่เกิดเรื่องที่ริมทะเลสาบแล้ว เขาก็เริ่มกลัวหมัดของหลี่มู่หยาง

"ลองทดสอบฉันสิ" หลี่มู่หยางพูดออกมา

"อะไร?" จางเฉินทำหน้าตะลึง

"ลองทดสอบฉันดู........" หลี่มู่หยางพูด เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขว้างไปให้จางเฉินและพูดว่า "นายรีบทดสอบฉันสิ"

"........................"


ข้อห้าม
คุณสามารถใช้ปุ่มลูกศรซ้าย/ขวาเพื่อถอยหลัง/ไปข้างหน้า
ประเมิน: 10.0/10 จาก 48 โพล
loading...