คู่แฝดคู่ป่วน

บทที่76 ตายอีกรอบแล้วหรือ?

“ข้าไม่ได้ทิ้งเจ้าข้าเพียงต้องขึ้นมาเอาอาวุธ” เอ่ยจบลู่ซือก็ดีดกายขึ้นอีกครั้งก็มาถึงฝั่งแล้วรีบหยิบกระบี่อ่อนของตนเองที่วางกองไว้ข้างอาภรณ์ จากนั้นก็รีบดีดตัวมาช่วยเย่วซินทันที

กวนลู่ซือดีดกายมายืนที่ก้อนหินก้อนเดิม จากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาเหยียบลงบนผืนน้ำพร้อมตวัดกระบี่อ่อนใส่เข้ากลางลำตัวของอสรพิษจนขาดออกเป็นสองท่อน

ส่วนหางของอสรพิษกระเด็นออกมาอีกทาง ส่วนหัวของอสรพิษก็กระเด็นไปอีกทาง แต่..มันไปทางที่เย่วซินยืนอยู่พอดิบพอดี

“ว๊ายยย!!...” เย่วซินตกใจสุดขีดร้องออกมาเสียงดังลั่น แล้วล้มหงายหลังจมลงน้ำทันที

                                                                                            

กวนลู่ซือเห็นว่าน้ำนั้นไม่ลึกมากเย่วซินคงไม่เป็นอันตรายใดๆประเดี๋ยวนางก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำได้เอง คิดได้เช่นนั้นก็รีบจัดการเจ้าอสรพิษส่วนหัวที่มันยังไม่สิ้นฤทธิ์ให้เสร็จเรียบร้อยไปจะได้ไม่สร้างความตื่นกลัวอีก กวนลู่ซือลงกระบี่ใส่เจ้างูตัวเขื่องอย่างไม่มีปราณีจนมันแน่นิ่งไปแล้วมาหยุดยืนที่โขดหินก้อนเดิม

“แม่นางเย่วซิน!!..” กวนลู่ซือร้องเรียกด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างเล็กผุดขึ้นจากน้ำแล้วจมลงไปอีกครั้ง จากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาเหยียบบนผืนน้ำอีกคราเพื่อจะดึงร่างเล็กขึ้นมาแต่ก็ไม่เป็นผลสักนิด

“น้ำใต้ล่างมันดูดข้าช่วยด้วย!!” เย่วซินกลัวน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงทำให้ตื่นตระหนกมากขึ้นด้วยความกลัว

กวนลู่ซือไม่รู้จะทำเช่นไรดีกับเหตุการณ์ในครั้งนี้รู้สึกผิดต่อร่างเล็กที่พยายามหลอกล่อให้นางลงมาในน้ำทั้งที่นางพยายามบ่ายเบี่ยงแล้ว กวนลู่ซือตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยเหลือ

“ตู้ม..ตู้ม..” เสียงดังที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของกวนลู่ซือแต่เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคยจ้าวไท่เหว่ย และบุรุษอีกคนหนึ่งที่กวนลู่ซือไม่เคยพบหน้ามาก่อน

จ้าวไท่เหว่ยเดินมาล้างเนื้อล้างตัวที่ลำธารอีกด้านหนึ่งของน้ำตกพร้อมกับเหล่าลูกพรรค เขาสังเกตเห็นผ้าผืนบางสีฟ้าอ่อนลอยมาตามธารน้ำพลันรู้สึกคุ้นตาจึงเก็บขึ้นมา เมื่อพินิจมองอย่างถ้วนถี่ก็รู้ทันทีว่าเป็นของผู้ใด ลายปักที่เป็นรูปดวงจันทร์สีเหลืองนวลบนผืนผ้านั้นไม่ผิดแน่ของเย่วซิน

จ้าวไท่เหว่ยรีบเดินเลาะริมธารน้ำขึ้นมาทางเหนือด้วยรู้สึกเป็นห่วงสตรีตัวเล็กกลัวว่านางจะได้รับอันตราย เมื่อเดินเข้ามาใกล้สองเท้าก็ชะงักงันเพราะได้ยินเสียงร้องของสตรีดังแว่วมาแต่ไกล หลังจากนั้นจ้าวไท่เหว่ยก็ใช้วิชาตัวเบาเร่งกายให้เร็วขึ้นเพราะเสียงนั้นเขาจำได้ดี

ครั้นมาถึงก็เห็นร่างเล็กกำลังจมลงใต้ผืนน้ำพอดีเขาจึงรีบกระโดดลงมาช่วยเหลือ ตนนั้นย่อมทราบดีว่าน้ำบริเวณนั้นเป็นเช่นไร ถ้าคนว่ายน้ำไม่แข็งก็อาจตกตายได้เพราะน้ำเบื้องล่างตรงบริเวณนี้เป็นแอ่งน้ำวนและลึกพอสมควรยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นมีแต่เอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่าๆ

จ้าวไท่เหว่ยดำดิ่งลงน้ำตามร่างเล็กอย่างรวดเร็ว แล้วคว้าร่างนางเอาไว้ตอนนี้นางไม่ได้สติแล้วจ้าวไท่เหว่ยจับบ่าร่างเล็กแล้วเขย่าเบาๆเพื่อให้นางมีสติแต่ไม่ผล จึงตัดสินใจถ่ายลมหายใจของตนเองปากหยักได้รูปประกบเข้ากับกลีบปากบางอย่างไม่ลังเล ถ้าไม่กระทำเช่นนี้นางอาจจะไม่รอด

ร่างใหญ่ของจ้าวไท่เหว่ยถูกกระแทกอย่างแรงขณะที่กำลังถ่ายลมหายใจของตนเข้าสู่ร่างเล็กจนกระเด็นออกห่างโดยไม่ทันตั้งตัว

เย่วเทียนที่เดินทางมาถึงหมู่บ้านนอกเขตเมืองก็ถามหาน้องสาวบุญธรรมทันที จนได้รับรู้ว่านางออกมาเล่นน้ำด้านหลังหมู่บ้านที่มีน้ำตกและมีดอกไม้สวยสะพรั่ง ในใจของเย่วเทียนรับรู้ได้ว่าอย่างไรเสียไม่มีทางที่น้องสาวของตนจะลงเล่นน้ำตกเป็นแน่

เมื่อเดินมาตามทางที่ชาวบ้านบอกก็ได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง หลังจากที่ได้พูดคุยกันจึงทราบว่าเขาเป็นคนของประมุขจ้าวไท่เหว่ยและคอยตามคุ้มครองซินเอ๋อร์ไม่ให้เกิดอันตราย แต่สาเหตุที่เขามายืนอยู่ตรงปากทางเดินเข้าน้ำตกนั้น เป็นเพราะน้องสาวของตนและแม่นางอีกผู้หนึ่งต้องการเล่นน้ำกัน บุรุษไม่ควรเข้าไปชิดใกล้

พูดคุยกันไม่ทันจบก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้องของสตรี สำหรับผู้ที่ฝึกวรยุทธ์อย่างกล้าแกร่งนั้นน่อมได้ยินชัดเจน และนั่นเป็นเสียงของคนที่พวกตนกำลังเอ่ยถึง

ทั้งเย่วเทียนและซานจิ่นรีบใช้วิชาตัวเบาเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น เมื่อมาถึงก็เห็นร่างเล็กของน้องสาวกำลังจมน้ำ หัวใจของเย่วเทียนกระตุกวูบด้วยรู้ว่าน้องสาวผู้นี้ว่ายน้ำไม่เป็นและนางกลัวน้ำลึกที่สุด

นางเคยบอกว่าปีนต้นไม้ยังมีกิ่งก้านให้จับถ้าจับดีจับแน่นก็ไม่ตกลงมาง่ายๆ ต่างจากน้ำที่มองเท่าไรก็ไม่เห็นพื้นดิน ทุกก้าวย่างต้องลุ้นต้องเสี่ยงว่าจะเหยียบโดนอะไรหรือไม่จะตกหลุมหรือเปล่า แถมยังไม่มีกิ่งก้านสาขาให้จับต้องตกลงไปมีแต่ตายกับตายเพียงเท่านั้น

เย่วเทียนไม่รอช้าพุ่งตัวลงน้ำเพื่อช่วยน้องสาวทันที เมื่อมาถึงที่หมายจึงรู้ได้ทันทีว่าน้ำตรงนี้เป็นน้ำวนมันสามารถดูดทุกสิ่งอย่างให้จมหายสู่เบื้องล่าง แต่สำหรับตนแล้วน้ำแค่นี้นับว่าเล็กน้อย เขากวาดตามองหาร่างเล็กพบว่ากำลังถูกบุรุษผู้หนึ่งล่วงเกินอยู่ แม้ในใจจะรู้ดีว่านั้นคือการต่อลมหายใจให้นาง แต่มันต่อหน้าต่อเขาเช่นนี้ย่อมทนดูไม่ได้จึงรีบกระแทกตัวบุรุษผู้นั้นให้ถอยห่างทันที

เย่วเทียนเขย่าร่างเล็กเพื่อให้รู้สึกตัวแต่ไม่เป็นผลจึงรีบดีดกายเพื่อให้โผล่พ้นขึ้นบนผิวน้ำ

จ้าวไท่เหว่ยไม่อาจรับรู้ได้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นใครมาจากที่ใด แต่มากระทำกับคนของตนเยี่ยงนี้มันไม่ถูกต้องนัก จึงเกิดบัลดาลโทสะขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อทั้งสามโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำจ้าวไท่เหว่ยย่อมไม่ยอมปล่อยให้คนรักในนามของตนตกอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษอื่น จึงเกิดการช่วงชิงสาวงามเกิดขึ้น..

ทางด้านบนมีกวนลู่ซือที่ตอนนี้กลับขึ้นฝั่งและแต่งกายให้มิดชิดเช่นเดิม เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดมาช่วยเย่วซินตนค่อนข้างมั่นใจว่านางจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างมั่นใจแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี

“ทำไมพวกเขาถึงได้ลงไปนานขนาดนี้กันเล่าท่านซานจิ่น” กวนลู่ซือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“ใจเย็นๆก่อนเถอะขอรับท่านประมุขจะต้องช่วยคุณหนูเย่วซินขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยแน่นอน” ซานจิ่นเอ่ยอย่างมั่นใจและยืนลุ้นว่าจะมีผู้ใดโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

จ้าวไท่เหว่ยดึงร่างเล็กที่สลบไหลอ่อนปวกเปียกมาไว้ในอ้อมกอดของตนเองได้สำเร็จ ในขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วรีบดีดกายทะยานขึ้นเหนือพื้นน้ำ เท้าแตะพื้นน้ำเพียงหนึ่งครั้งก็พาร่างเล็กมาถึงฝั่งได้สำเร็จ

เย่วเทียนดีดกายทะยานตามติดมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อบุรุษผู้นั้นวางน้องสาวลงบนพื้นตนไม่รอช้าส่งฝ่ามือแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณใส่บุรุษตรงหน้าทันที

จ้าวไท่เหว่ยมัวแต่ห่วงความเป็นความตายของสตรีร่างเล็กจนไม่ทันระวังหลัง แต่สัญชาตญาณบ่งบอกได้ถึงความไม่ปลอดภัยจึงตอบโต้ออกไปอย่างทันท่วงที ความเร็วของพลังปราณที่อัดแน่นกระแทกร่างแกร่งของบุรุษทั้งสองต่างกระเด็นออกไปคนละทิศละทางกระเลือดออกมาคำโตด้วยกันทั้งคู่

ซานจิ่นมองดูเหตุการณ์ตั้งแต่อยู่ใต้น้ำจนถึงขึ้นฝั่ง พลันรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันทีตอนนี้มันใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกันหรือไม่ และที่ขึ้นจากน้ำมาช้านั้นคงเป็นเพราะสาเหตุนี้กระมัง ซานจิ่นส่ายหน้าไปมาจากนั้นก็ส่งสายตาเป็นเชิงขอร้องไปให้สตรีอีกนางหนึ่งที่ยืนไม่ไกล

กวนลู่ซือได้สติกลับมาก็รีบปรี่เข้าดูอาการของเย่วซิน เมื่อเห็นว่ายังไม่ได้สติจึงใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างกดแรงๆสี่ห้าทีเหนือลิ้นปี่ขึ้นมาใกล้ถึงทรวงอก คนจมน้ำสำลักน้ำออกมาหลายคำปรือตาขึ้นมาอย่างเหม่อลอย

“แม่นางเย่วซินเป็นอย่างไรบ้าง” กวนลู่ซือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดีใจ

ไม่ต้องกล่าวถึงบุรุษทั้งสองเมื่อได้ยินว่าร่างเล็กฟื้นแล้วก็รีบปรี่เข้ามาใกล้ทันที เย่วซินปรือตาขึ้นอย่างยากลำบากรู้สึกหนักอึ้งไปหมด พยายามเพ่งมองภาพเบื้องหน้าแต่ก็พล่าเบลอไม่ชัดเจนเท่าใดจึงคิดว่าตัวเองกำลังเพ้อฝันหรือไม่ก็อาจจะตายไปแล้ว เพราะภาพเบื้องหน้าคือนางฟ้าแสนสวยและเทวดาสุดหล่อที่รายล้อมอยู่เต็มไปหมด

“ข้าตายอีกแล้วหรือ? คราวนี้ไปเกิดในยุคใดกัน” เย่วซินเอ่ยพูดเสียงแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรง จำได้ว่าตนเองตกน้ำและจมดิ่งลงไปยังหลุมลึกที่ดูดดึงร่างอย่างน่าหวาดกลัวอย่างไรก็ไม่มีทางรอดชีวิตแน่นอน

“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออันใดกันซินเอ๋อร์” เย่วเทียนพยายามเรียกสติของน้องสาวให้กลับคืนมา

“ท่านเทวดาผู้หล่อเหลาคราวนี้ช่วยส่งข้าไปเกิดในยุคที่มันไฮเทคหน่อยได้ไหม ห้าจี..หกจี..หรือสิบจี..ไปเลยยิ่งดีข้าชอบ” เย่วซินยังไม่หยุดเอ่ย เห็นบุรุษหล่อเหลาตรงหน้าคิดว่าเป็นเทวดาบนสรวงสวรรค์จึงเอ่ยร้องขอ เพราะครั้งที่แล้วนางไม่มีโอกาสได้เลือกเกิดเลยสักนิดเดียว

ทั้งสี่คนที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันมองหน้ากันไปมาพลางคิดทบทวนในคำพูด ห้าจี..หกจี..หรือสิบจี..มันคืออะไรกันนะทำไมนางถึงอยากได้มันนัก

“คุณชายเย่วเทียนพาคุณหนูกลับที่พักก่อนเถิดขอรับ” ซานจิ่นเอ่ยบอกพี่ชายบุญธรรมของคุณหนูและกล่าวเป็นเชิงให้นายของตนได้รับรู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นผู้ใดจะได้ไม่เกิดการต่อสู้ชิงนางกันขึ้นมาอีกรอบ

จ้าวไท่เหว่ยตวัดสายตาคมกร้าวไปทางคนของตนแม้ในใจจะไม่ยินยอมแต่กระทำสิ่งใดไม่ได้ บุรุษผู้นี้เป็นพี่ชายบุญธรรมของนาง...


คู่แฝดคู่ป่วน
คุณสามารถใช้ปุ่มลูกศรซ้าย/ขวาเพื่อถอยหลัง/ไปข้างหน้า
ประเมิน: 10.0/10 จาก 47 โพล
loading...