Hello!! My Cinderella นางซินหน้าใสขอเขย่าหัวใจคุณชายเพลย์บอย
Chapter 57 : อ้อนวอนฉันสิ!!
[::D-Sam’s Part::]
‘อย่ามายุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่มีอะไรอย่างฉันเลย!!’
‘...!!’
‘คุณยังต้องการอะไรจากฉันอีก แม้แต่ศักดิ์ศรีฉันคุณก็เอามันไป ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว’
‘...!!!’
‘ได้โปรดเถอะค่ะ ปล่อยฉันไปเถอะนะ มันเจ็บปวดเกินไปแล้ว เจ็บจนฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว...สงสารฉันเถอะนะคะ ปล่อยฉันไปสักที’
เสียงมะลิดังก้องในหัวผมไม่หยุด บอกเลยว่ามันทรมานและเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนกรีดหัวใจซะอีก
ผมนั่งกอดมะลิอยู่นาน ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงอย่างผมจะร้องไห้ให้กับผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่งได้ มันคงเป็นเวรกรรมที่ผมทำไว้กับสาว ๆ ในอดีตของผมล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆ
ผมกับมะลิ...เราเจอกันมาหลายครั้งก็จริง เธอเป็นรุ่นน้องผมที่มหาวิทยาลัย ผมจำได้ว่าเจอเธอบ่อย ๆ ตอนไปออกค่ายอาสา เธอสะดุดตา...ผมยอมรับ แต่ก็ยังไม่ใช่สเป็คผมอยู่ดีผมจึงไม่ได้อะไรกับเธอ จนมาถึงวันที่เราได้รู้จักกันอย่างจริงจังในเหตุการณ์ที่เราต่างก็คาดไม่ถึง
ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่ผมอยากให้เข้ามาช่วยเป็นไม้กันแม่ให้เลิกยุ่งกับเรื่องความรักสนุกของผม...สุดท้ายเธอกลับกลายมาเป็นโลกทั้งใบของผมโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว
เมื่อวานผมถูกมะลิโทรเรียกตำรวจมาจับ ผมยอมแพ้จึงยอมถอยแล้วเจรจากับตำรวจก่อนจะแยกย้ายกันกลับแต่โดยดีโดยไม่มีคดีความใด ๆ ผมไม่อยากทำให้มะลิลำบากใจในความดื้อด้านของผมน่ะ ผมกลัวคนแถวบ้านเธอจะมองไม่มะลิไม่ดีด้วยนั่นแหละถึงยอมถอย
ผมกลับจากบ้านมะลิมาได้พักใหญ่แล้ว แต่เสียงร้องไห้แทบขาดใจของเธอยังคงติดตรึงในใจผมไม่เคยขาดหาย มะลิไม่เคยรู้ว่าผมก็เจ็บแทบขาดใจไม่แพ้เธอ...เจ็บที่เธอไม่เคยมองเห็นความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอเลย
ผมกอดมะลิแบบนั้นอยู่นานมากจนเธอหยุดร้องไห้แล้วเดินหนีขึ้นบ้านไป ผมไม่รั้งเธอไว้เหมือนครั้งก่อน...เพราะผมมีเรื่องบางอย่างให้จัดการ
วันนี้เกิดเรื่องขึ้นกับมะลิอีกแล้ว ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง แต่ผมก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้คร่าวๆ ดูจากเล่มสรุปกิจกรรมของมะลิถูกเผาผมก็พอจะเดาออกแล้วว่าเป็นฝีมือใคร
น้ำใส...ไม่เคยหยุดทำร้ายมะลิเลย
ผมต้องทำยังไงถึงจะหยุดผู้หญิงคนนี้ได้!!
...คุณจะไปเอาเรื่องน้ำใสรึไงคะ เหอะ! สุดท้ายใครกันที่ต้องเป็นคนที่เจ็บที่สุดถ้าไม่ใช่ฉันคนนี้!
ใช่ มะลิพูดถูก แต่ผมคงยอมนิ่งเฉยไม่ได้ถ้าไม่ได้เคลียร์กับยัยบ้านั่น มันจะต่างกันตรงไหนล่ะ ถึงแม้ว่าผมไม่ได้ไปยุ่งกับมะลิยัยนี่ก็คอยแต่จะทำร้ายยัยนั่นอยู่ตลอด
ตั้งแต่ที่ผมทิ้งน้ำใสไว้ในงานคืนนั้นยัยนั่นก็โทรจิกผมไม่ยั้ง โชคดีที่เธอรู้แค่เบอร์สำรองของผม ผมเลยปิดมือถือเครื่องนั้นทิ้งซะ แต่ตอนนี้...ไม่ต้องรอให้น้ำใสโทรหา ผมก็ยืนอยู่หน้าห้องที่คอนโดเดิมของผมแล้ว
ผมไม่มีมารยาทขนาดที่ต้องเคาะประตู ผมใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้าห้องไปทันทีที่มาถึง น้ำใสนั่งอยู่ตรงโซฟาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ เธอนั่งเงียบ ๆ เหมือนกำลังนั่งรออะไรบางอย่าง
เธอคงจะนั่งรอผม ยัยนี่รู้อยู่แล้วว่าผมจะมา...
“ยอมโผล่มาแล้วเหรอคะที่รัก” น้ำใสยิ้มกริ่มน่ากลัวเหมือนโรคจิต เธอลุกจากโซฟาเดินตรงเข้ามาหวังจะกอดผม คิดเหรอว่าผมจะยอมให้ผู้หญิงใจสกปรกคนนี้แตะต้องตัวเองง่าย ๆ
“อย่าเสนอหน้าเข้ามาใกล้ฉัน” ผมสาดคำพูดเจ็บแสบใส่หน้าน้ำใส ยัยนี่ชะงักขาไว้ทันที รอยยิ้มโรคจิตนั่นก็หายไปด้วย
น้ำใสชักสีหน้าใส่ผมอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะเริ่มกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม
“โกรธมาแบบนี้แสดงว่าไปรู้อะไรมาสินะ” น้ำใสกระตุกยิ้มสะใจตรงมุมปาก
ผมพูดผิดที่ไหน น้ำใสรู้ว่าผมจะมา และเธอก็รู้ว่าผมจะมาด้วยเหตุผลอะไร มันไม่ยากเลยกับการที่ผมหายไปแล้วน้ำใสจะลากคอผมให้กลับมายืนตรงหน้าเธอแบบนี้ เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไรให้ผมกลับมา น้ำใสรู้ว่าแค่เธอแตะต้องมะลิผมก็แทบจะดิ้นตายแล้ว
ผู้หญิงไม่มีหัวใจคนนี้เธอทำได้ทุกอย่าง...เพื่อทำให้ตัวเองมีความสุขและไม่แคร์เลยว่าใครจะรู้สึกยังไง
“เธอไปทำแบบนั้นกับมะลิได้ยังไง เธอไปเผาหนังสือยัยนั่นแบบนั้นได้ยังไง!!” ผมตะคอกน้ำใสเสียงดังลั่นห้อง ใจผมอยากจะพุ่งไปบีบคอคนตรงหน้าให้ตายคามือด้วยซ้ำ
“ก็ถ้าไม่ทำอย่างนั้นพี่ดีแซมจะกลับมาหาน้ำใสแบบนั้นมั้ยล่ะ” น้ำใสตะคอกกลับเสียงดังไม่แพ้กัน ดวงตากลมแข็งกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้
“เลิกทำร้ายมะลิเถอะ ถึงทำแบบนั้นไปเธอก็ทำให้ฉันรักเธอไม่ได้หรอกน้ำใส มีแต่จะเกลียดเธอขึ้นทุกวัน”
น้ำใสก็รู้ดีว่าที่ผมยอมเธอมาตลอดแบบนี้ถึงแม้จะไม่ใช่ทุกเรื่องที่ผมยอมก็ตามที ยัยนี่รู้ดีก็เพราะอะไร...เพราะผมอยากปกป้องผู้หญิงที่ผมรักจากคนจิตใจสกปรกอย่างเธอยังไงล่ะ ถึงน้ำใสจะรู้แต่เธอกลับไม่รู้สึกอะไร ผมอยากรู้จริง ๆว่ายัยนี่ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดอะไรหรือยังไงที่บังคับคนที่ไม่ได้รักมาอยู่ด้วยกันแบบนี้
“แล้วที่พี่ดีแซมทนอยู่กับน้ำใสทุกวันนี้พี่ทำให้นังมะลิรักพี่ได้อย่างนั้นเหรอ?!!”
“...!!”
ลมหายใจผมสะดุดทันทีเมื่อน้ำใสพ่นประโยคนั้นใส่หน้าผม ราวกับฟ้าผ่ากลางแสกหน้า ผมหน้าชายิ่งกว่าโดนหน้าใสตบหน้าซะอีก
“เหอะ! พี่รู้มั้ยว่ามะลิพูดยังไงกับน้ำใส” น้ำใสแสยะยิ้มสมเพชพร้อมกับเดินช้า ๆ มาหยุดตรงหน้าผม
“...”
“มะลิบอกว่าไม่มีวันจะรักคนที่ทำลายชีวิตมัน” น้ำใสพูดแค่นั้นก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องตลกมากเหลือเกิน “จำใส่สมองพี่ไว้ซะ!”
“...!!”
หัวใจผมถูกบีบแน่น ลมหายใจผมติดขัดไปชั่วขณะเมื่อได้ฟังประโยคนั้นจากปากน้ำใส
ไม่หรอกน่า...อย่างน้ำใสจะเชื่อได้สักเท่าไหร่กัน
“ต้องทำยังไงพี่ดีแซมถึงจะรักน้ำใสเหมือนอย่างที่พี่รักมันบ้าง” คราวนี้น้ำใสถึงกับเสียงอ่อนลง ใบหน้าหวานหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วไม่นานน้ำใสๆก็เอ่อคลอเต็มสองหน่วยตา
“...” ผมเงียบไปเพราะไม่คิดว่าผมจะได้เห็นน้ำตาน้ำใส
มันไม่ง่ายเลยที่ผู้หญิงคนนี้จะร้องไห้ให้ผมเห็น ทุก ๆ ครั้งเธอจะเก็บความรู้สึกไว้ไม่ให้ผมเห็น ไม่ว่าผมจะพูดจาร้ายๆกับเธอแค่ไหนน้ำใสก็แทบไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดเหล่านั้นเลย วันนี้เธอคงสุดที่จะทนแล้ว
“น้ำใสทำดีกับพี่ดีแซมทุกอย่างทำไมพี่ไม่เคยเหลียวแลน้ำใสเลย เราอยู่ด้วยกันแต่ใจพี่กลับคิดถึงแต่นังมะลิ มันมีดีอะไรนักหนา พี่บอกน้ำใสสิ”
“...”
“บอกน้ำใสสิพี่ดีแซม บอกมาสิว่ามันทำยังไงถึงทำให้พี่รักมันได้มากขนาดนี้ น้ำใสจะทำให้พี่ทุกอย่างเพื่อให้พี่ดีแซมกลับมามองน้ำใสบ้าง” น้ำใสเขย่าตัวผมเค้นเอาคำตอบพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบหน้าเป็นทางยาว
“...”
นั่นสินะ มะลิทำยังไงถึงเข้ามาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผมได้...
“เพราะพี่กับมันมีอะไรกันแล้วใช่มั้ย เพราะมันยอมพี่ใช่มั้ยพี่ถึงหลงมันขนาดนี้ งั้นพี่ดีแซมก็ทำกับน้ำใสแบบที่ทำกับมันสิ เอาเลยสิ น้ำใสยอมเป็นของพี่ดีแซม” ไม่ว่าเปล่าคนสติหลุดก็กระชากคอผมให้โน้มลงไปหาก่อนจะประกบริมฝีปากผมไว้แน่น
น้ำใสแรงเยอะเกิดที่ผมคาดไว้ เธอไม่ยอมปล่อยผมให้เป็นอิสระ ไม่พอแค่นั้นเธอยังพยายามจูบผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมออกแรงผลักน้ำใสให้ออกห่างจนร่างบางเซถอยหลังไปหลายก้าว
“เธอทำบ้าอะไรวะ!!” ผมตวาดน้ำใสลั่นแล้วเช็ดปากตัวเองอย่างนึกรังเกียจ ผมไม่พอใจกับการกระทำอันบ้าบอของเธอมากบอกเลย
“ก็ทำให้พี่ดีแซมรักไงล่ะ” น้ำใสว่าแล้วทำท่าจะเข้ามาหาผมอีกครั้ง
“ต่อให้เธอแก้ผ้าต่อหน้าฉันฉันก็ไม่คิดอยากจะนอนกับเธอหรอก” ผมตอกหน้าน้ำใส พอเธอได้ยินแบบนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไปถนัดตา “ที่ฉันมาที่นี่ฉันแค่ต้องการให้เธอเลิกยุ่งกับมะลิซะ ไม่อย่างงั้นเธอก็อย่าหวังจะได้เห็นหน้าฉันอีกเลย”
ผมยื่นคำขาด น้ำใสหลงผมขนาดนี้เธอคงจะกลัวกับสิ่งที่ผมพูดขู่ไว้บ้าง
“พี่ดีแซมจะทำอะไร จะไปไหน” น้ำใสถามเสียงตื่น น้ำเสียงสั่นเครือจากการร้องไห้แฝงไปด้วยความกังวลชัดเจน
“ไม่ต้องมาถาม เธอบอกมาเลยดีกว่าต้องให้ฉันทำยังไงเธอถึงจะยอมเลิกยุ่งกับมะลิ ฉันทำทุกอย่างที่เธอต้องการแล้ว ยอมคบกับเธอแล้วเธอยังไปราวีมะลิอีก บอกมาว่าเธอต้องการอะไร!”
“คุกเข่าอ้อนวอนน้ำใสสิ!” น้ำใสสวนกลับแทบจะในทันที
“อะไรนะ!” ผมไม่อยากเชื่อในสิ่งที่น้ำใสพูดเลย เธอก็รู้ว่าผมไม่มีวันยอมลดศักดิ์ศรีคุกเข่าให้คนที่ผมเกลียดแน่ “เหอะ!”
ผมกระแทกเสียงใส่เพราะเรื่องนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ น้ำใสกลับมานิ่งสงบอีกครั้ง เธอปล่อยให้ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาอยู่แบบนั้นโดยไม่คิดจะเช็ดมันออก
ตลกแล้ว! ให้คุกเข่าอ้อนวอนงั้นเหรอ แค่ผมยอมลดศักดิ์ศรีมาคบกับเธอมันก็มากเกินไปแล้ว
“อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้เลยน้ำใส แล้วอย่าไปยุ่งกับมะลิอีกไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” ผมชี้หน้าหน้าใสอย่างคาดโทษแล้วเดินออกมาจากห้องนั้นทันที
ท้ายที่สุด...ถ้าผมไม่สามารถหยุดน้ำใสได้ ผมคงต้องทำจริง ๆ ไปในที่ไกล ๆ ไม่ให้น้ำใสได้เห็นหน้าอีก
ทำไมการปกป้องคนที่เรารักมันถึงได้ยากมากขนาดนี้นะ
[::End : D-Sam’s Part::]
_____________________________
เย็นวันต่อมา...
ตั้งแต่ฉันเปิดมือถือข้อความแจ้งเตือนก็เด้งเข้าทันทีว่ามีหลายร้อยสายที่ฉันไม่ได้รับ และข้อความอีกหลายร้อยฉบับจากคุณแซนแทนและ...คุณดีแซม
ทำไมพวกเขาขยันส่งขยันโทรมากันจังเลยนะ แต่ฉันไม่ได้รับสายหรอก ไม่ได้อ่านข้อความด้วย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
เมื่อวานกว่าคุณดีแซมจะกลับไปก็นาน เขาน่ะ...ดื้อดึงและดื้อมาก ดูท่าว่าเขาจะไม่ยอมไปฉันไปง่าย ๆ
ช่างเหอะ อย่าไปคิดถึงเขาเลย ให้เขาอยู่ส่วนของเขา ฉันก็อยากจะอยู่ส่วนของฉัน ถ้าหากคุณดีแซมไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันชีวิตฉันคงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมง่าย ๆ...หัวใจฉันก็เหมือนกัน
วันนี้ฉันไปคุยกับอาจารย์เรื่องรายงานของฉันที่หายไปแล้ว ท่านให้โอกาสฉันส่งได้ถึงอาทิตย์หน้า อาจเป็นเพราะฉันไม่เคยขาดส่งงานมาก่อนล่ะมั้งอาจารย์เลยใจดีต่อลมหายใจให้ ฉันไม่ได้บอกหรอกว่าใครเป็นคนเอารายงานของฉันไป ถ้าบอกไปว่าน้ำใสแอบเอามันไปเผา คงจะกลายเป็นวาจาให้ร้ายเพราะฉันไม่มีหลักฐาน
น้ำใสก็แปลกไปเหมือนกันวันนี้ เธอดูใจลอย เหม่อ ไม่สนใจใครเลย เหมือนเธอมีกำลังอยู่ในโลกของตัวเอง...
ฉันกำลังเดินกลับบ้าน ตอนนี้ก็เริ่มจะมืดแล้วด้วย หลังเลิกเรียนฉันไปหางานมาน่ะ เย็นนี้ฉันเลยซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างจากตลาดมาเพราะกลับไปถึงบ้านฉันก็คงไม่มีกระจิตกระใจทำอาหารกินเองแล้วล่ะ เฮ้ออออ~ ทำไมงานมันหายากอย่างนี้ก็ไม่รู้สิ บางทีงานมีแต่ฉันกลับไม่มีเวลา พาร์ทไทม์เขาไม่รับน่ะสิ รับแต่ฟูลไทม์
เอาน่า วันนี้เพิ่งไปหาวันแรกเอง มันต้องได้สักงานแหละน่า
เหตุผลอีกอย่างที่ฉันไม่อยากกลับบ้านเร็วก็อาจจะเป็นเพราะฉันกลัวจะเห็นใครบางคนยืนรอฉันหน้าบ้านเหมือนเมื่อวาน...
ฉันเดินเข้าซอยบ้านตัวเองมาพอดีกับที่เห็นเหตุการณ์หนึ่งเข้าพอดี หมาจรจัดตัวใหญ่กำลังคุ้ยขยะจากถังขยะ เมื่อมันเจอเศษอาหารมันก็คาบออกมากิน แต่ตรงนั้นมันไม่ได้มีแค่มันตัวเดียวน่ะสิ ดันมีหมาสีดำหลังอานตัวเล็กเหมือนเพิ่งคลอดได้ไม่ถึงเดือนอยู่ด้วย ตัวมันผอมโซเหมือนไม่ได้กินอะไรเลยมาหลายวัน ตอนแรกฉันก็นึกว่าหมาตัวโตเป็นแม่ของมัน ทว่า...
“เอ๊งงง!!”
เจ้าหมาตัวน้อยที่หิวโซวิ่งเข้าไปหวังจะกินอาหารจากหมาตัวใหญ่ ด้วยสัญชาตญาณของหมามันย่อมห่วงของกินมันจึงกัดไอ้ตัวเล็กอย่างแรงจนมันเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด
ฉันทนยืนมองเฉย ๆ ไม่ได้จึงตัดสินใจถอดร้องเท้าผ้าใบของตัวเองออกแล้วปาใส่หมาตัวนั้นให้มันปล่อยไอ้ตัวเล็ก และมันก็สำเร็จ
“ไปนะ!” ฉันเดินเข้าไปไล่หมาจรจัดตัวผู้ตัวนั้นที่ฉันหลงคิดว่าเป็นแม่ของไอ้ตัวเล็กไป หมาตัวใหญ่เห็นอย่างนั้นเลยรีบคาบเศษอาหารถุงนั้นไปด้วยอย่างหวงแหนทิ้งให้ไอ้ตัวเล็กนอนร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ข้างกองขยะ
ฉันวิ่งเข้าไปดูอาการของมันด้วยความเป็นห่วงและเวทนา ฉันว่าสภาพมันผอมและหิวโซขนาดนี้มันคงไม่มีเจ้าของหรอก มันอาจจะพลัดหลงกับแม่ของมันหรือไม่แน่แม่ของมันก็อาจจะโดนรถ...
เอาเถอะ ๆ อย่าไปคิดเลย ตอนนี้คิดก่อนว่าฉันจะจัดการยังไงกับไอ้ตัวเล็กนี่ดี
จากเหตุการณ์เมื่อกี้ทำให้ไอ้เจ้าตัวเล็กกลัวและผวาไม่น้อยเลย พอฉันจะเข้าไปหามันก็ทำท่าจะเดินหนีทั้งที่ยังร้องครางหงิง ๆ ด้วยความเจ็บปวด ฉันเลยหยิบไก่ย่างของตัวเองออกมาก่อนจะฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ วางไว้ให้มันที่พื้น
“มากินสิ ฉันไม่วางยาพิษแกหรอกน่า” ฉันว่าพร้อมกับสบตาดวงน้อยที่มองหน้าฉันอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ไอ้ตัวเล็กทำจมูกฟุตฟิต ๆ ไม่นานกลิ่นหอม ๆ ของไก่ย่างก็ทำให้มันอดใจไม่ไหวแล้วเดินเข้ามากินอย่างช้า ๆ ฉันมองไอ้ตัวเล็กอย่างสงสารในขณะที่หมาน้อยจอมตะกละกินไก่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวฉันแย่ง
ฉันมองหมาตรงหน้าแล้วนึกย้อมมองตัวเอง...
“อย่างน้อยฉันก็ยังโชคดีกว่าแก”
ฉันโชคดีตรงที่ฉันเกิดเป็นคนที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ถูกทิ้งขว้างเหมือนเด็กโชคร้ายรายอื่น ๆ และหมาจรจัด
ฉันฉีกไก่ย่างให้ไอ้ตัวเล็กจนหมด ระหว่างรอมันกินฉันก็เดินไปหยิบรองเท้าตัวเองมาใส่ จัดการเก็บขยะที่ตกพื้นเรี่ยราดใส่ถังขยะตามเดิม
“ฉันไม่มีให้แกแล้วล่ะ” ฉันบอกในตอนที่หันกลับมาก็เห็นไอ้ตัวเล็กยืนมองฉันตาแป๋วเพื่อหวังจะได้ไก่ย่างอร่อย ๆ จากฉันไปกินอีก
ฉันว่า...ฉันจะเอาหมาตัวนี้ไปเลี้ยง ถ้าฉันปล่อยให้มันหากินตามถนนแบบนี้มีหวังมันต้องโดนรังแกแบบเมื่อกี้อีกแน่เลย
ฉันเดินเข้าไปหาไอ้ตัวเล็กช้า ๆ มันยืนนิ่งไม่มีทีท่าจะกลัวฉันเหมือนเมื่อกี้แล้ว มันคงไว้ใจฉันในระดับหนึ่ง ฉันอุ้มมันแล้วเดินกลับบ้าน ตัวมันเบามากเลยล่ะ มือฉันสัมผัสได้ถึงกระดูกซี่โครงของมันชัดเจนเลย
ก่อนอื่นฉันต้องอาบน้ำให้มันก่อนล่ะนะ สภาพมันมอมแมมมากเลย
“ต่อไปนี้ฉันจะเลี้ยงแกให้อ้วนเป็นหมูเลยนะกะทิ”
‘กะทิ’ คือชื่อของไอ้ตัวเล็กที่ฉันตั้งให้ ถึงสีมันจะตรงกันข้ามกัน แต่ฉันว่ามันเข้ากับฉันดีนะ มะลิกับกะทิ น่ารักดีออกว่ามั้ย ^^?
Hello!! My Cinderella นางซินหน้าใสขอเขย่าหัวใจคุณชายเพลย์บอย