ฉันเนี่นนะ...เป็นลูกเศรษฐี

บทที่ 33 การเจรจาไม่เป็นผล

บทที่ 33 การเจรจาไม่เป็นผล

คังหมิงโป๋เกิดความรู้สึกพิลึกพิลั่น

เนื่องจากคังหมิงโป๋ได้รับการเชิญจากหยางเสี่ยวเทียน ประธานของเมถุนกรุ๊ป

เครือธุรกิจใหญ่อย่างเมถุนกรุ๊ป คังหมิงโป๋รู้จักอย่างแน่นอน

กิจการของเมถุนกรุ๊ปนั้นกว้างขวางมาก เกี่ยวเนื่องไปถึงภาพยนตร์และโทรทัศน์ อสังหาริมทรัพย์ E-Commerce ขนส่ง อินเทอร์เน็ตเป็นต้น มากมายหลากหลาย หนึ่งในนั้นยังมีธุรกิจการรักษาโรค ด้วยเหตุนี้บริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋จึงมีธุรกิจที่ต้องไปมาหาสู่กันกับเมถุนกรุ๊ป

เพียงแต่บริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋นั้นล้าหลังจากขอบข่ายของเมถุนกรุ๊ปอยู่มาก เมถุนกรุ๊ปนั้นเป็นหนึ่งในบริษัท 500 อันแรกทั่วโลก แต่บริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋นั้นเป็นเพียงกิจการเล็ก ๆ ทั้งสองต่างกันมากราวฟ้ากับเหว

ดังนั้นถึงแม้ว่าคังหมิงโป๋จะรู้สึกพิลึกกึกกืออยู่บ้าง แต่กลับยังตอบรับคำเชิญของหยางเสี่ยวเทียน

ไม่แน่ว่านี้อาจจะเป็นโอกาส!

ถึงอย่างไรหยางเสี่ยวเทียนก็เป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน

เขาเป็นเพียงเศรษฐีสิบล้าน

ห่างชั้นกันเกินไป

หยางเสี่ยวเทียนเชิญเขาถือว่าไว้หน้าเขา เขาจะไว้หน้าหรือไม่ ไม่แน่ว่าถ้าหากล่วงเกินหยางเสี่ยวเทียน ล่วงเกินมหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง ผลลัพธ์คงจะหนักหนาสาหัสมากเกินไปหน่อย

โรงแรมไห่ซ่านหมิงเยว่

“ประธานคัง ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน!” หยางเสี่ยวเทียนมองปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็นคังหมิงโป๋ แต่พอนึกถึงคลิปสั้นของคังหมิงโป๋ขึ้นมา หยางเสี่ยวเทียนก็อยากจะอาเจียนขึ้นมา ด้วยเหตุนี้หยางเสี่ยวเทียนเลยไม่ได้จับมือกับคังหมิงโป๋ เพียงแต่ทักทายด้วยรอยยิ้ม

“ประธานหยาง... ยังอายุน้อยอยู่เลยครับ!” มองเห็นหยางเสี่ยวเทียนแล้ว ในใจของคังหมิงโป๋ก็เกิดความริษยาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

ตั้งแต่คังหมิงโป๋เป็นเกษตรกรคนหนึ่งไต่เต้ามาจนถึงระดับเศรษฐีสิบล้านนี้ ไม่รู้ว่าพยายามมาเท่าไหร่ ลำบากมาแค่ไหน ทุกข์ยากเพียงไร

แต่หยางเสี่ยวเทียนยังเด็กขนาดนี้ก็ได้เป็นถึงมหาเศรษฐีหมื่นล้าน นี่มันชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้สร้างฐานะมาด้วยมือเปล่า แต่เป็นการสืบทอดมรดก! นี่... นี่มันน่าโมโหเสียจริง!

คนคนหนึ่งที่เด็กกว่าเขา!

หล่อกว่าเขา!

รวยกว่าเขา!

นี่มันน่าโมโหจริง ๆ!

แต่ว่าคังหมิงโป๋เป็นเจ้าพ่อของธุรกิจรุ่นที่ 1 เขาเป็นคนที่สุขุมมากคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะในจะโมโหมาก แต่ภายนอกก็สงบเยือกเย็น ยิ้มเล็กน้อยทักทายหยางเสี่ยวเทียน ดูราวกับเคารพนบนอบหยางเสี่ยวเทียนอย่างยิ่งอย่างไรอย่างนั้น วางตัวดีมาก ๆ

หลังจากที่หยางเสี่ยวเทียนเชิญคังหมิงโป๋นั่งลงก็กล่าวว่า “ท่านประธานคัง ปูอลาสก้าของร้านอาหารหมิงเยว่ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด จับมาจากอลาสก้าโดยเฉพาะ ส่งมาที่จีนทางอากาศ ยังเป็นปูอลาสก้าที่สดอยู่ คุณต้องลิ้มรสให้มาก ๆ หน่อยนะ!”

หยางเสี่ยวเทียนชี้ไปที่ปูอลาสก้าบนโต๊ะ พูดจบก็หันไปพูดกับบริกรว่า “รบกวนเสิร์ฟไวน์ Lafite ปี 82 ของผมให้หน่อยนะครับ!”

อาหารก็เป็นอาหารชั้นดี

สุราก็เป็นสุราชั้นเลิศ

อาหารนี้คังหมิงโป๋หาทานเองได้ สุรา คังหมิงโป๋เองก็หาดื่มได้ไหว

แต่ทั้งหมดนี้นั้น สำหรับคังหมิงโป๋แล้ว การบริโภคเช่นนี้ถือว่าฟุ่มเฟือยไปมาก

“ไม่ทราบว่าที่ท่านประธานหยางเชิญผมมาครั้งนี้มีเรื่องอะไรหรือครับ?” หลังจากดื่มกินกันเสร็จเรียบร้อย คังหมิงโป๋ก็เปิดฉากถามอย่างตรงไปตรงมา

“ประธานคัง คุณสร้างฐานะด้วยมือเปล่ามาจนถึงวันนี้ ทำให้ผมที่โชคดีได้เป็นเศรษฐีรุ่นที่สองที่ได้รับสืบทอดมรดกห้าหมื่นล้านรู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างมาก!” หยางเสี่ยวเทียนพูดด้วยความนอบน้อมจริงใจ “ผมคารวะให้หนึ่งแก้ว!”

ว่าแล้ว หยางเสี่ยวเทียนก็คารวะสุราให้กับคังหมิงโป๋หนึ่งแก้ว

คังหมิงโป๋หน้ากระตุก

ในใจของเขาคิดอย่างโกรธแค้นว่า ‘ถ้าหากเลือกได้ละก็ ฉันเองก็ยินดีที่จะโชคดีได้รับมรดกห้าหมื่นล้าน ไม่ใช่สร้างตัวด้วยมือเปล่าทั้งชาติแลกกับเงินแค่ไม่กี่สิบล้าน! แม่มึงเถอะ ได้เป็นทายาทคนรวยใครจะยินดีมาเป็นคนรวยรุ่นที่ 1 กัน?’

อย่ามองว่าทายาทคนรวยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ดีในสังคมนี้ แต่คำวิจารณ์มากมายก่ายกองที่เกี่ยวข้องกับทายาทคนรวยรุ่นที่ 2 นั้นสามารถพูดสรุปได้เพียงประโยคเดียวคือ อิจฉา ริษยา เกลียด!

คังหมิงโป๋ก็รู้สึกอิจฉา ริษยา เกลียดอยู่บ้าง

แต่ว่าคังหมิงโป๋อดกลั้นไว้ได้ ยังคงดื่มสุราจนหมดอย่างเกรงอกเกรงใจ

หลังจากนั้นคังหมิงโป๋ก็พูดว่า “ขอบคุณที่ประธานหยางคารวะสุราให้ แต่ว่าผมไม่เคยได้พบคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ แบบประธานหยางมาก่อน ประธานหยางเชิญมาอย่างกะทันหัน เกรงว่าจะมีเหตุให้พบใช่ไหม?”

“ผมมีเรื่องจะขอร้องเรื่องหนึ่งจริง ๆ!” หยางเสี่ยวเทียนพูดอย่างมั่นคง

คังหมิงโป๋หวั่นในใจ กล่าวว่า “ท่านประธานหยางมีความปรารถนาใดเชิญพูดมาเถอะ ภายในขอบเขตความสามารถในการอนุญาตของผม ผมจะพยายามเต็มที่เพื่อไม่ให้ท่านประธานหยางต้องผิดหวัง” นัยที่แฝงอยู่ในประโยคนี้ก็คือ เรื่องที่จะให้ช่วยต้องดูว่าฉันยินดีหรือไม่ ฉันยินดีก็คือต้องอยู่ภายในขอบเขตความสามารถของฉัน แต่ถ้าหากฉันไม่ยินดี นั่นก็อยู่นอกขอบเขตความสามารถแล้ว

“ผมอยากจะซื้อบริษัทของคุณ!” หยางเสี่ยวเทียนพูด “พูดให้ถูกก็คือ ผมต้องการจะซื้อบริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋!”

“อะไรนะ?” คังหมิงโป๋พูดด้วยความตกตะลึง “คุณไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมครับ?”

“ผมจริงจังครับ!” หยางเสี่ยวเทียนพูด “ผมชื่นชมบริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋ของพวกคุณมาก ผมจองบริษัทนี้แล้ว! คุณเสนอราคามาเถอะ! บ้านผมรวย ไม่ขาดเงิน!”

คังหมิงโป๋คิดใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว เริ่มพิจารณาถึงส่วนได้ส่วนเสีย

บริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋สำคัญต่อคังหมิงโป๋มาก เป็นกิจการที่คังหมิงโป๋สั่งสมมาทั้งชีวิต และเป็นรากฐานของคังหมิงโป๋อย่างแท้จริง ภายใต้สถานการณ์ปกติคังหมิงโป๋ไม่มีทางขายบริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋อย่างเด็ดขาด

แต่ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้มีป้ายราคาของมันติดอยู่ ขอเพียงให้เงินมากพอ ทุกอย่างก็จะตกลงกันด้วยดี

“หนึ่งร้อยล้าน!” คังหมิงโป๋ยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว “ราคาเดียว หนึ่งร้อยล้าน! ถ้าหากคุณจ่ายหนึ่งร้อยล้านผมก็จะขายบริษัทให้คุณ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็ไม่จำเป็นต้องเจรจา!”

จากการประเมินมูลค่าของผม บริษัทของคุณมีมูลค่าแค่สามสิบล้าน คุณขายหนึ่งร้อยล้านจะไม่โหดเกินไปหน่อยเหรอครับ?” หยางเสี่ยวเทียนพูดยิ้ม ๆ “ใครเอาความกล้าแบบนี้ให้คุณกันเหลียงจิ้งหรูเหรอ?”

คังหมิงโป๋สีหน้าอึมครึม กล่าวว่า “ประธานหยางอย่าล้อเล่นเลยครับ บริษัทเครื่องมือแพทย์คังโป๋เป็นเลือดเนื้อทั้งชีวิตของผม ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านผมไม่ขายแน่ ผมเองก็ไม่ได้ขาดเงิน! แต่ก็ไม่รู้ว่าท่านประธานหยางตั้งใจว่าจะจ่ายเท่าไหร่ล่ะครับ?”

“ห้าล้าน!” หยางเสี่ยวเทียนพูด หยิบแคชเชียร์เช็กมูลค่าห้าล้านออกมาหนึ่งใบ และยังหยิบเอาข้อตกลงโอนหุ้นออกมาอีกฉบับ “ห้าล้าน คุณเซ็นบนข้อตกลงฉบับนี้! ผมให้เวลาคุณคิดหนึ่งนาที!”

คังหมิงโป๋ตกตะลึงเป็นอย่างมาก!

บริษัทสามสิบล้าน หยางเสี่ยวเทียนจะซื้อห้าล้าน?

ใครมอบความกล้าเช่นนี้ให้กับหยางเสี่ยวเทียนกันเหลียงจิ้งหรูแม่เขาเหรอ?

อวดเบ่งเกินไปแล้ว!

คังหมิงโป๋พูดเสียงเยียบเย็น “คุณจริงจังเหรอ? บริษัทมูลค่าสามสิบล้าน คุณจะจ่ายแค่ห้าล้าน?”

หยางเสี่ยวเทียนพูด “ผมจริงจังมาก ๆ จริง ๆ แล้วตอนแรกผมตั้งใจจะมารับเอาผลประโยชน์ด้วยมือเปล่า แต่ผมต้องให้ความสำคัญกับวิธีการสักหน่อย ก็เลยให้เงินคุณเอาไว้ใช้ตอนแก่สักห้าล้าน ได้พบเจ้าของที่ใจดีมีเมตตาอย่างผม คุณก็ควรจะไปจุดธูปบูชาพระเจ้าอย่างผมถึงจะถูกนะ”

“คุณมันบ้าไปแล้ว!” คังหมิงโป๋พูดด้วยสายตาเคร่งขรึมเด็ดขาด “คุณคิดว่าคุณเป็นใคร อย่าคิดว่าเงินสกปรกไม่เท่าไหร่ของคุณจะสามารถมาหยามเกียรติอันสูงส่งของผมได้นะ! เงินห้าล้านจิ๊บจ๊อยพวกนี้ผมหรือจะเห็นอยู่ในสายตา? ผมจะบอกคุณให้นะว่าบริษัทของผม ผมไม่ขาย!”

ชัดเจนแล้วว่าการเจรจาล้มเหลวแล้ว!

คังหมิงโป๋เรียกราคาตามอำเภอใจอย่างขาดสติ เอ่ยปากออกมาหนึ่งร้อยล้าน เกินมาเจ็ดสิบล้าน อย่าว่าแต่หยางเสี่ยวเทียนตั้งใจจะมาเอาไปฟรี ๆ เลย ต่อให้หยางเสี่ยวเทียนจะออกเงินซื้อจริง ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ที่ยอมเสียเงินเปล่า ๆ เช่นนี้

แถมที่หยางเสี่ยวเทียนยอมจ่ายห้าล้านนั่น จากมุมมองของคังหมิงโป๋แล้วคือหยางเสี่ยวเทียนกำลังปั่นหัวเขาเล่น พอพูดถึงการปั่นหัวเขาเล่นแล้วคังหมิงโป๋ก็นึกถึงละครลิงขึ้นมา เขานึกถึงซุนหงอคง ที่เขาเป็นคนแสดงด้วยตัวเองในครึ่งปีหลังของปีนี้... ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง...

ถึงอย่างไรตอนนี้ก็เจรจาไม่สำเร็จ การเจรจาล้มเหลวแล้ว!


ฉันเนี่นนะ...เป็นลูกเศรษฐี
คุณสามารถใช้ปุ่มลูกศรซ้าย/ขวาเพื่อถอยหลัง/ไปข้างหน้า
ประเมิน: 10.0/10 จาก 40 โพล
loading...